แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ WC แสดงบทความทั้งหมด

บทความ “กว่าจะเป็น WC” ตอนที่ 1 ผสมผสานสื่อความหมายถึงการยังชีพถาวรเป็นโลโก้บริษัท

 หากผู้อ่านอยากอ่านทราบที่มาของโลโก้ WC แบบทางการกระชับ สามารถอ่านขได้ใน “ความเป็นมาของบริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด” แต่ถ้าอยากทราบถึงรายละเอียดลึกๆ จริงๆ ต้องตามอ่านบทความชุด “กว่าจะเป็น WC” ตอนที่ 1 นี้ แทนครับ เพราะจะยาวสักนิด หวังว่าผู้อ่าน อ่านเสร็จแล้ว อาจจะนำไปปรับใช้กับการเปิดบริษัทใหม่ของท่านได้ครับ

 

คงต้องเริ่มย้อนไปไกล ไกลแค่ 23 ปีก็พอครับ เมื่อผมได้กลายร่างเป็นยอดมนุษย์ เรียบร้อยแล้ว ยอดมนุษย์ในคำเปรียบของผมก็คือ “คนพิการทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร” นั่นเอง คือ ไม่ใช่พิการธรรมดา ต้องทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร ตามที่แพทย์ประกันสังคม มีความจำเป็นต้องระบุคำจำกัดความตามนี้เป๊ะๆ ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวผมเอง ให้สามารถเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายชได้เต็ม 100% นั่นจึงทำให้ผมยชังคงได้เงินยังชีพเดือนละ 7,500 บาท ทุกเดือนมาตลอด 23 ปี ซึ่งก็ไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาสุขภาพด้านความพิการรุนแรงของผม แต่สามารถผ่อนหนักให้เบาลงได้ รายละเอียดเกี่ยวกับความพิการรุนแรงของผมสามารถหาอ่านในอินเตอร์เน็ต ค้นใน Google เพื่อนำความรู้ไว้ทราบและนำไปใช้กรณีที่ครอบครัวใดมีสมาชิกในครอบครัวต้องกลายเป็นคนพิการรุนแรงแบบผม

 

เมื่อผมกลายเป็นยอดมนุษย์เรียบร้อยแล้วนั้น มันเป็นเรื่องจริงนะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาให้เหมือนดูปลอบใจตัวเอง ผมรับรู้ได้เลยว่า ทุกๆ เรื่องรอบตัว มันเร็วขึ้น ผมมีเวลามากขึ้น ผมคิดมากขึ้น คิดเรื่องงานมากขึ้น ตัดหลายเรื่องในชีวิตออกไปมากขึ้น สถานการณ์ทำให้ปรับแต่งจนผมต้องมีเส้นทาง เพื่อเดินทางไปยังเป้าหมายที่อาจจะถูกวางไว้ ให้ถึงตามที่ถูกกำหนดจากอะไรสักอย่าง หรือจากใครสักคน แน่นอนว่า เส้นทางนี้ไม่ได้เรียบง่าย อุปสรรคมีมากมาย เพราะผมทราบดีว่า ความสำเร็จข้างหน้านั้น ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากมายขนาดไหน อุปสรรคย่อมมีมากมายชตามเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน ชีวิตของครอบครัวคนพิการในประเทศไทยจะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และประเทศไทยจะเป็นต้นแบบของอีกหลายประเทศ ย่อหน้านี้สำหรับผม คือ จุดเริ่มต้นของ ที่มาของ WC หรือ บริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด อย่างแท้จริง

 

อยากให้ตามอ่านไปเรื่อยๆ นะครับ โดยเฉพาะครอบครัวคนพิการ แล้วผู้อ่านจะทราบถึง ความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท WC ขึ้นขมา ด้วยจำนวนผู้ถือหุ้น 29 ท่าน และเราจะทำให้ครอบครัวคนพิการทั่วประเทศไทย ได้เป็นที่พึ่ง ตื่นตัว ตื่นรู้ และพร้อมจะเดินทางร่วมเส้นทางกับเรา ในนาม บริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด และมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ ซึ่งจะเป็น 2 องค์กรหลัก ที่จะเป็นชุดเกราะกำบังภัยให้กับครอบครัวคนพิการไทยได้เดินหน้าอย่างภาคภูมิ และหลุดพ้นความยากจนไปด้วยกัน

 

ในบทความนี้ ผมขอกระโดดข้ามไปยังช่วงการจะตั้งบริษัท WC ซึ่งแน่นอนว่า เราต้องมีชื่อ และโลโก้ ที่ยอดเยี่ยม ชื่อต้องจดจำง่าย ชื่อต้องสามารถไประดับนานาชาติได้ โลโก้ต้องมีอัตลักษณ์ ต้องสื่อความหมายที่สร้างการรับรู้ในวงกว้างได้ง่าย จดจำง่าย แน่นอนวล่า ต้องมีความสมมาตร สมดุล และไประดับนานาชาติได้ หรือเราอาจจะเรียกว่า มีความเป็นสากล สุดท้าย วรจะถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย ด้วย ดูๆ แล้ว ก็ไม่ง่ายนะครับ ถ้าต้องตั้งชื่อ และออกแบบโลโก้ ให้ได้ตามที่ผมได้กล่าวอ้างมาทั้งหมด แต่ทุกท่านเชื่อไหมครับ ว่าสมองคนเรานั้นสุดยอดมาก สามารถนำทุกสิ่งทุกอยช่างในชีวิตมารวมกันได้ แต่เราต้องมีสติ สติจะนำพาปัญญามาให้เราครับ

 


ภรรยาผมเคยนำเหรียญสตางค์ไทย มาให้ผมดู ผมตื่นเต้นมาก เพราะเคยเห็นแต่ในรูปภาพ พอได้จับเหรียญสตางค์ของจริง ปลื้มมาก และภูมิใจแทนคนไทยทุกคนที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างสกุลเงินไทย ที่มีหน่วยเล็กที่สุดคือ 1 สตางค์ เอาไว้ 100 สตางค์ มีค่าเท่ากับ 1 บาท สำหรับผมแล้วหน่วยสตางค์ นั้นมีคุณค่ามาก อยากให้ผู้อ่านได้ทราบว่า แม้แต่ในตลาดหุ้น ยังมีหุ้นที่มีมูลค่า 1 สตางค์ แสดงให้เห็นว่า หน่วยสตางค์นั้น ทุกวันนี้ ประเทศไทยเรายังคงใช้อยู่ และยังคงใช้ไปอีกนานแสนนาน เพราะว่า เรายังคงต้องให้ความสำคัญกับหน่วยย่อยในสกุลเงินบาทต่อไป ดังนั้น ภาพจำที่เป็น เหรียญสตางค์ นั้นฝังไว้ในความทรงจำของผมไม่ลืม

 


ผมนำภาพจำของเหรียญสตางค์ไทย มาใช้กับโลโก้ของบริษัทใหม่ทันที เพราะเหรียญสตางค์ก็คือ เงิน และเงิน ก็คือตัวแทนของการมีรายได้ หากมนุษย์เรามีงานทำ ก็จะมีรายได้ ครอบครัวคนพิการก็เช่นกัน ต้องมีงาน มีอาชีพทำ ต้องมีรายได้ ต้องพึ่งพาตนเองได้ ต้องไม่เป็นภาระกับใคร กับในครอบครัว และกับสังคม แน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตั้งแต่ปี 2550 นับเป็นการเปลี่ยนผ่านจากกฎหมายเดิมที่มุ่งเน้นการสงเคราะห์คนพิการ แต่กฎหมายใหม่ฉบับนี้ มุ่งเน้นการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย ทำให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ เข้าถึงสิทธิมากมาย ซึ่งผมคงไม่นำมาสาธยายในบทความนี้ (สามารถค้นหาในอินเตอร์เน็ตได้มากมาย) ดังนั้น การออกแบบโลโก้ และชื่อบริษัท เราควรกำหนดเป็น คำสำคัญ (Key Word) ขึ้นมาก่อน เราจึงได้คำสำคัญว่า “เหรียญสตางค์”, “การมีรายได้”, “การมีงานทำ”, “การทำงานได้” เป็นต้น ขึ้นมา อีกคำที่สำคัญมากๆ คือ “คนพิการ 7 ประเภท”

 


จากภาพการออกแบบที่เห็นนะครับ สามารถเข้าอ่านในหัวข้อ “ความเป็นมา” ได้ครับ และผมขอขยายความต่อ ในมุมมองของครอบครัวคนพิการ ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด แม้ว่าจะมีกฎหมายสิทธิมนุษยชนฉบับใหม่ล่าสุดแล้วก็ตาม กลับกลายเป็นว่า คนพิการและครอบครัวควรได้ประโยชน์จากสิทธิตามกฎหมาย โดยผ่านโครงสร้างองค์กรสาธารณประโยชน์ เช่น สมาคมเพื่อคนพิการ มูลนิธิเพื่อคนพิการ ที่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐทุกปี บางองค์กรจหลักจะได้รับงบประมาณ๗ถึงปีละ 30 ล้านบาท ต่อสมาคม อีกทั้งยังมีงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวลิตคนพิการ กว่า 600 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้แต่ละองค์กร เขียนโครงการนำงบประมาณไปช่วยเหลือคนพิการ และยังมีงบประมาณจากอีกหลายช่องทาง หลายกองทุน หลายงบประมาณประจำปี หลายกระทรวง รวมแล้วกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี แต่สถานการณ์จริง งบประมาณเหล่านี้กลับถึงมือคนพิการในจำนวนน้อยมาก ความหมายคือ ขึ้นกับว่า ใครเป็นคนของใคร มีคนพิการเพียง 10% เท่านั้น ที่เข้าถึงสิทธิตามกฎหมาย อีกกว่า 90% ไม่ทราบ ไม่รู้ ผมคิดว่า คนพิการส่วนใหญ่ ไม่รู้จักสมาคมเพื่อคนพิการ ที่มีกระจายตัวกว่า 900 องค์กร ทั่วประเทศ เสียด้วยซ้ำ สำคัญที่สุดคือหน่วยงานรัฐไม่ได้ใช้ความพยายามในการแก้ปัญหานี้

 

เราจึงได้ริเริ่มการจัดตั้ง บริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขึ้นมา ด้วยจำนวนผู้ถือหุ้น 29 ท่าน และส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนพิการ เพื่อจะช่วยกันเป็นตัวอย่างขีดเส้นทางเดินใหม่ให้กับครอบครัวคนพิการในประเทศไทย โดยร่วมมือกับมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ ส่งเสริมอาชีพให้กับครอบครัวคนพิการอย่างยั่งยืนแบบองค์รวม ผ่านโครงการต่างๆ มากมาย สามารถติดตามความคืบหน้าโครงการต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์บริษัท เพจบริษัท


ด้วยความนับถือ
นายปรีดา ลิ้มนนทกุล
คนพิการมืออาชีพ
กรรมการ บริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด
กรรมการ มูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ
086-314-7866 (LINE)
2567-06-19







บทความ “กว่าจะเป็น WC” ตอนที่ 4 “จัดตั้งมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการแล้ว ทำไมต้องจัดตั้งบบริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด”

บทความตอนนี้เป็นอีกบทความที่มีความสำคัญมาก เพราะเราอยากถ่ายทอดมุมมองหลายๆ มุมมอง เช่น ในด้านของสังคม ด้านกฎหมาย ด้านการบริหารจัดการ หรืออาจจะด้านอื่นๆ ขึ้นกับผู้อ่านจะเข้าใจในมุมมองนั้น หรือมีองค์ความรู้อยู่ นะครับ

ผมขอเล่าย้อนไปถึง 5 ปีก่อน ปี พ.ศ.2563 ก่อนที่เราจะตั้งมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ เรายังเป็นเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ เราปกป้องครอบครัวคนพิการที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เราร้องเรียน เราต่อสู้เพื่อครอบครัวคนพิการ เราพบว่าครอบครัวคนพิการส่วนใหญ่ประสบปัญหาเรื่องการดำรงชีพ ความยากจน การหาเช้ากินค่ำ การด้อยโอกาส ขาดความรู้การศึกษา และโอกาสต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะความไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตนเอง สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ยังคงฝังลึกในสังคมไทย โดยมีองค์กรเพื่อคนพิการ และกลุ่มข้าราชการที่ร่วมกันทุจริตคอร์รัปชั่น-ประพฤติมิชอบ เป็นผู้ร่วมกันทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่อย่างแข็งแรง

ลำพังการต่อสู้นั้น ฝ่ายที่ถืออำนาจและโอกาสในมือ ยังคงเสวยสุขร่ำรวยบนพื้นฐานสิทธิต่างของคนพิการ อย่างน่าตกใจ ย่อมมีกำลังเหนือกว่า เรามีความยากลำบากในการต่อสู้ แต่ความหวังความศรัทธา ยังไม่จางหายไปจากหัวใจของเรา เส้นทางเล็กๆ ที่เราเดินทางร่วมกับครอบครัวคนพิการจำนวนไม่มาก กับสถานประกอบการบางแห่งจำนวนน้อยนิดหากเปรียบเทียบกับจำนวนกว่า 14,000 แห่ง การต่อสู้ที่ปกปิดซ่อนเร้น กับการพัฒนากระบวนการต่างๆ ที่เราเรียกว่า นวัตกรรม เป็น “นวัตกรรมทางกระบวนการ” อย่างแท้จริง เพราะเป็นกระบวนการที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย และอาจจะเป็นแห่งแรกของโลก เราต้องขอบคุณทุกสถานประกอบการทุกแห่งในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ทำให้ นวัตกรรมทางกระบวนการต่างๆ ประสบความสำเร็จ เป็นโมเดล ต่างๆ หลายโมเดล และเราต้องการเผยแพร่โมเดล เหล่านี้

เมื่อเรามี นวัตกรรมกระบวนการต่างๆ หรือโมเดลต่างๆ ในมือแล้ว เราต้องนำส่งประกวดรางวัลต่างประเทศด้วย เมื่อได้รับรางวัลต่างประเทศ หรือรางวัลนานาชาติแล้ว เมื่อได้รับการยอมรับแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องรางวัลในประเทศ จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทยอยติดต่อเข้ามาเอง เพราะเราคิดค้น และลงมือปฏิบัติ ตลอดเวลา บนพื้นฐานความถูกต้อง ถูกกฎหมาย มีความเมตตา เห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจ กับครอบครัวคนพิการ อย่างเต็มหัวใจ 

 


การดำเนินการต่างๆ ที่ไม่มีเรื่องผลตอบแทน ทำด้วยจิตอาสา ทั้งหมด เราดำเนินงานภายใต้ชื่อ “มูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ” ซึ่งเราวางแผนในระยะยาวในการช่วยเหลือคนพิการทุกรูปแบบ หลายด้าน หลายเรื่อง กับทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง สิทธิต่างๆ นั้น เราพยายามทำให้ครอบครัวคนพิการเข้าถึงสิทธิโดยชอบธรรม แน่นอนว่า กรณีที่ต้องประสานงานกับสถานประกอบการตามกฎหมายจ้างงานคนพิการนั้น จะมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง การออกใบเสร็จรับเงินจากมูลนิธิ จะยกเว้นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่ใช่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ มูลนิธิเป็นเพียงผู้รับเงินไปดำเนินการแทน

 


จากนั้นเรายังพบอีกว่า เราสามารถช่วยเหลือครอบครัวคนพิการได้มากขึ้นอีก ตามแนวคิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวคนพิการ ให้ไปอยู่ในระดับที่มากกว่าการพึ่งพาตนเอง โดยมีมุมมองว่า ครอบครัวคนพิการสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เช่น ครอบครัวชนชั้นกลางขึ้นไปในสังคมไทย เราจึงก่อตั้ง “บริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด” (บริษัท WC) ขึ้นมาโดยมีผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนพิการ และมีผู้สนับสนุนเข้ามามีส่วนร่วมในด้านงานบริหารจัดการ ซึ่งบริษัท WC แห่งนี้ จะนำพาครอบครัวคนพิการในประเทศไทย ที่จะทยอยเข้าร่วมอุดมการณ์กับเรา ไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการในอนาคตอันใกล้นี้ ตามแผนงาน 8 ปี มุ่งสู่บริษัทมหาชน พร้อมๆ กับการก่อตั้งบริษัทแห่งใหม่ เป็นบริษัทที่ 2 ที่จะเปิดโอกาสให้ครอบครัวคนพิการทั่วประเทศที่ได้ใช้สิทธิการส่งเสริมอาชีพอิสระ เข้าร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นทุกปี 

 


ดังนั้น การเดินหน้าช่วยเหลือ-คุ้มครอง-ปกป้อง ทุกๆ สิทธิที่เป็นประโยชน์กับครอบครัวคนพิการ ต้องขับเคลื่อนพร้อมๆ กันในนาม มูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ และบริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงจะทำให้สังคมไทยเห็นความจริง การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ผลงานต่างๆ จะลดการทุจริตลง ทีละเล็กละน้อย กลุ่มทุจริตจะถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ เราจะกระชากหน้ากากกลุ่มทุจริต ด้วยผลงานประจักษ์สู่สายตาคนทั้งประเทศและทั่วโลกแทน

บทความนี้เป็นการประกาศความมุ่งมั่นตั้งใจของเรา เราได้เริ่มแล้ว และเราขอให้ครอบครัวคนพิการที่ไม่รู้ และอยากรู้ ที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบจากสมาคมคนพิการ หรือแม้แต่ครอบครัวคนพิการที่เคยมีส่วนร่วมในการทุจริต เราคิดเสมอว่า พวกท่านไม่มีทางเลือกกับอำนาจเก่า แต่วันนี้มีเราเป็นทางออก ที่ชัดเจนในเรื่องความถูกต้อง และจะนำพาครอบครัวคนพิการ ก้าวหน้าสู่การมีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน จนพัฒนาถึงขีดสุดในการเป็นเจ้าของกิจการร่วมกันครับ

 

ด้วยความนับถือ
นายปรีดา ลิ้มนนทกุล
คนพิการมืออาชีพ
กรรมการ บริษัท เวิร์คเอเบิ้ล คอร์ปอเรชั่น จำกัด
กรรมการ มูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ
086-314-7866 (LINE)

2567-06-22


บทความชุด “จากใจสมาชิก WO เป็นผู้ถือหุ้น WC” ตอนที่ 1: พี่จินตนา ดีที ต้นแบบสมุทรสาคร

เริ่มเมื่อปี 2561 ได้รู้จักคุณปรีดา ด้วยสาเหตุเพราะพี่จินตนาถูกโกงสิทธิคนพิการจากสมาคมคนพิการแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ถูกหลอกให้ไปฝึกทำขนมเบเกอรี่ แต่ก็ไม่ได้อะไรเลย เพราะไม่มีครูสอน และไม่ทำอะไรที่จริงจัง ไม่ได้เครื่องมืออะไรมาทำเบเกอรี่ เหมือนเอาสิทธิคนพิการไปยื่นโครงการแล้วเอาเงินไปใช้ พอดีมีคนพาให้ไปรู้จักคุณปรีดา ถึงได้รู้ว่า เงินแสนกว่าบาท พี่จินถูกโกง ได้แค่ 3,000 บาท แล้วพี่จินเลยร้องเรียนกับเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ ของคุณปรีดาทำให้ได้รู้เรื่องสิทธิคนพิการว่ามีอะไรควรได้บ้าง ซึ่งคุณปรีดา ได้ให้ความรู้เรื่องกฎหมายของคนพิการและการยื่นโครงการ ต้องมีอะไรบ้างกับสถานประกอบการที่ให้สิทธิกับเราเราเผชิญปัญหาต่างๆเดินทางไปร้องเรียนแต่ละกระทรวง ปปง ปปช . สำนักนายกรัฐมนตรี

สู้กันมาจนถึงปี 2563 คุณปรีดา คุณเจี๊ยบ ช่วยเดินเรื่องสิทธิมาตรา 35 (7) ความช่วยเหลืออื่นใด ในการส่งเสริมอาชีพอิสระ ทำให้พี่จินมีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น และทางมูลนิธิก็มีการพัฒนาทำโครงการ WO เพื่อช่วยเหลือเพิ่มขึ้นโดยให้คนพิการที่ได้สิทธิ สมทบลงทุนครอบครัวละ 500 บาทต่อเดือน ใครไม่มีทุน ก็ณนำเงินที่สมทบรวมกันไป ลงทุนเลี้ยงปลา เลี้ยงหอย ยืมไปทำอาชีพเล็กๆก่อนแล้วก็ผ่อนจ่ายรายเดือนหลังจากมีรายได้แล้ว


 ส่วนพี่จินไม่ได้ยืมให้เพื่อนคนอื่นยืมไป และพี่จินส่งเป็น 2 ยอดเพราะต้องการสะสมเงินไปด้วยในตัว พี่จินส่งเป็นชื่อของแม่ที่พิการ และตัวพี่จินซึ่งเป็นผู้ดูแล ซึ่งพี่จิน ทำโครงการอย่างต่อเนื่อง และได้การสนับสนุนต่อยอดโครงการครั้งที่ 2 ทำให้รายได้มีความมั่นคงมากขึ้น เพราะพี่จินทำจริงและของใช้และอุปกรณ์ ที่ทางโครงการให้มานั้นก็ยังอยู่ครบและยังคงใช้งานได้ตลอด เพราะเลือกแต่ของดีๆ พี่ได้เงินเป็นแสน มันเยอะ พี่ซื้อแต่เครื่องมืออุปกรณ์ดีๆ อีกอย่างเรามีอาชีพมั่นคงแล้ว ทำใงห้พี่จินมีเวลาดูแลแม่ และมีเงินซื้อของแพงให้แม่ได้กิน ก่อนที่จะไม่มีวันได้ตอบแทนแม่

และแล้วหน้าที่ของพี่จริงที่ดูแลแม่ก็จบลง แม่พี่จินจากไปอย่างสงบเมื่อ 2 เมษายน 2566 แต่สำหรับพี่จิน แม่ของพี่จินยังอยู่กับพี่ตลอดเวลา เพราะเครื่องมือทำมาหากินที่พี่จินขายกินอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งของของแม่ ซึ่งเป็นสิทธิของคนพิการ พี่จินทำงานขายของก็เหมือนได้อยู่กับแม่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพี่จินขอให้ทุกคนที่ได้สิทธิคนพิการจงซื่อสัตย์ต่อสิทธิของตนเอง ถ้าเรารักษามันไว้อย่างมีคุณค่า มันก็มีคุณค่า แต่ถ้าเรามองมันไม่มีคุณค่า มันก็ไม่มีค่า ชีวิตคุณก็ไม่มีค่าเช่นกัน ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเรา 

ต่อมาหลังจากแม่เสียชีวิต สามีพี่จินก็ต้องถูกตัดปลายเท้าเพราะเป็นแผลเบาหวาน พี่จินก็ได้เป็นผู้ดูแลคนพิการอีก สามีพี่จินก็ได้สิทธิคนพิการอีกปี เราเลือกโครงการร้านค้าปลีก สามีที่พิการดูแลตัวเองได้ เขาสามารถขายของเองได้ ทอนเงินเอง พี่จินก็แค่ไปซื้อของเข้าร้านให้เท่านั้น ก็ทำให้คนพิการคลายเครียดและไม่คิดว่าตัวเองเป็นภาระของลูก ส่วนพี่จินก็ไปขายกาแฟโบราณเหมือนเดิม พอกลับมาบางวันมีลูกค้า รอตัดผมก็มีรายได้เสริม

ส่วนเงินสมทบ WO ที่เคยส่งมาตลอดนั้น ใครจะรู้ว่าคุณปรีดา คิดเปิดบริษัท WC โดยให้ครอบครัวคนพิการเป็นผู้ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน โดยใช้เงินจากโครงการ WO มาเป็นทุน พี่จินดีใจมาก เมื่อก่อนตอนที่พี่จินรู้จักคุณปรีดาและคุณเจี๊ยบเราเป็นกลุ่มคนพิการที่ถูกกระทำนานาประการ จากคนเลวเลวและทุจริต พวกเราต่อสู้ร่วมกันมา กว่าจะมาเป็นมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ ทุกวันนี้ มันไม่ใช่งานง่ายๆอย่างที่ทุกคนได้สิทธิอาชีพนะคะ ถึงอย่างไรก็ตาม คุณปรีดาซึ่งเป็นคนพิการรุนแรงคนนี้ ก็ทำให้พวกเรา พี่จินขอบอกทุกคนเลยว่า คุณปรีดาโคตรเก่งและเขามีความสามารถมาก ไม่คิดถึงแค่ตัวเอง แต่สามารถวางอนาคตให้พวกเรามาถึงวันนี้ได้ ใครจะคิดบ้างว่าคนที่พิการกลุ่มเล็กๆที่เคยต้านทุจริตจะสามารถเป็นมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ และยังสามารถเปิดบริษัท WC ได้อีกและยังมีอีกหลากหลายที่คุณปรีดาคิดและวางแผนไว้ให้กับเราที่เป็นครอบครัวคนพิการ

ส่วนตัวพี่จินแล้วมีความเชื่อมั่นคุณปรีดาและคุณเจี๊ยบมาตลอด เพราะสองคนนี้เป็นผู้ให้ไม่รู้จบ จนบางคนที่ได้ไปแล้วไม่มีความเกรงใจก็มี ก็แล้วแต่นะ ยังไงก็คิดสักนิดว่าคุณปรีดาพิการรุนแรง คนมือดีตีนดี มีอะไรที่พร้อมยังไม่คิดจะช่วยเราเลย ใครคิดอะไร พี่จินไม่อาจรู้ได้ แต่ส่วนพี่จิน มีความเชื่อมั่นความคิดคุณปรีดา และบริษัท WC เพราะบริษัทใหม่นี้ จะทำให้คนที่มองคนพิการไม่มีค่า ต้องตกตะลึงว่า มันทำได้ยังไงวะ จริงไหมคุณปรีดา ผู้นำที่สุดยอด


จากใจ จินตนา สมุทรสาคร
23 มิถุนายน 2567



บทความชุด “จากใจสมาชิก WO เป็นผู้ถือหุ้น WC” ตอนที่ 2: หมอณี ถึงไม่ใช่สมาชิก WO แต่หัวใจนักสู้อีกคน

เริ่มแรกหมอณีมีอาชีพนวดแผนโบราณ จับเส้น คลายเส้น ได้เปิดร้านอยู่แถบบางบัวทองตั้งแต่ปี 2540 มีทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าขาจรเวียนกันมาใช้บริการนวดจับเส้นเป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องเส้น อาทิ ปวดหลัง ปวดบริเวณส่วนต่างๆ กระทั่งถึงลูกค้าที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้เข้ามาใช้บริการบ่อยครั้ง โดยที่ลูกค้าของหมอณีจะมาจากการบอกปากต่อปาก จนเวลาผ่านหลายปี มีลูกค้าท่านหนึ่งมานวดจับเส้นที่ร้านโดยได้ยินจากท่านอื่นที่นวดกับหมอร้านนี้แล้วหายจึงตัดสินใจมานวดกับหมอณีที่ร้าน ซึ่งครั้งแรกที่มานวดได้เกริ่นถึงหลานของเขาได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ส่งผลให้กระดูกบริเวณคอหัก เนื่องด้วยปาฏิหาริย์ทำให้พ้นขีดอันตรายแต่ผลกระทบที่ตามมาคือ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งร่างกาย มีเพียงแค่ช่วงคอและสมองที่สามารถใช้การได้ดี ซึ่งทางลูกค้าท่านนี้ได้นำเรื่องราวของหลานตนมาปรึกษาว่ามีสิทธิ์ที่จะหายไหม หมอณีจึงได้ให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ลูกค้าไป



ผ่านไปร่วมเดือนลูกค้าท่านเดิมได้กลับมานวดกับหมอณีอีกรอบ แต่ครั้งนี้ได้พาหมอณีไปรู้จักกับคุณปรีดา เพื่อให้หมอณีไปดูแลรักษานวดจับเส้นให้คุณปรีดาอาทิตย์ละ 1 ครั้งโดยประมาณ 10 กว่าปีต่อมา คุณปรีดาก็แต่งงานกับคุณเจี๊ยบ หมอณีก็ยังคงมานวดจับเส้นให้คุณปรีดา รวมเป็นเวลา 20 กว่าปี จนกระทั่งลูกสาวของหมอณีคลอดลูกจึงได้หยุดไปชั่วระยะเวลานึง และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่หมอณีล้มป่วยกะทันหันขยับตัวไม่ได้ คิดว่านอนพักคงดีขึ้น แต่ไม่ดีขึ้น จนต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการแขนขาอ่อนแรง เวียนหัว ไม่สามารถทรงตัวได้ ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ระบุว่าเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน จึงเข้ารับการรักษาต่อไป แต่ด้วยนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันท่วงที ผลกระทบที่ตามมาคือ ไม่สามารถใช้ร่างกายซีกขวาได้เลย กล่าวง่ายๆก็คือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลยในขณะนั้น

 

จากนั้นหมออนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แต่ต้องมาฝังเข็ม กายภาพบำบัด และเข้าตรวจตามนัด มีหน่วยงานจากราชการติดต่อมาทางโทรศัพท์ว่า จะมาช่วยเหลือที่บ้าน แต่เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปีก็ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือดูแลหรือเยียวยา ซึ่งตั้งแต่ล้มป่วยจนพักฟื้นที่บ้าน นอกเหนือจากญาติก็มีคุณปรีดาและคุณเจี๊ยบที่คอยติดต่อไถ่ถามอาการตลอด หลังจากพักฟื้นมาปีกว่า ก็สามารถกลับมานวดได้แต่อาจจะไม่เต็มที่เนื่องด้วยโรคที่เป็นอยู่ แต่ไม่อยากเป็นภาระให้แก่ครอบครัวจึงพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่เป็นภาระใคร

 



จนกระทั่งคุณปรีดาติดต่อมาให้ไปนวด เลยได้พบปะพูดคุยกัน ซึ่งคุณปรีดาได้เห็นสภาพอาการที่ไม่แข็งแรงต้องถือไม้เท้าตลอดเวลา จึงได้อธิบายชี้แจงถึงสิทธิคนพิการ คุณปรีดาและคุณเจี๊ยบ ยังให้เข้าอบรมให้มีความรู้เรื่องสิทธิคนพิการ รวมถึงพาไปทำบัตรคนพิการ และได้รับเบี้ยยังชีพคนพิการ 800 บาท ภายในวันเดียวกัน จนได้รับสิทธิมาตรา 35 ที่ได้รับเงินทุนในการนำมาประกอบอาชีพร้านค้าปลีก ให้มีรายได้เป็นของตนเอง หากพูดกันตามตรง ถ้าตัวหมอณีไม่ได้รู้จักกับคุณปรีดาและคุณเจี๊ยบก็อาจจะอยู่เพื่อมีชีวิตรอดให้ผ่านพ้นวันๆ นึงไปเท่านั้น คงไม่มีความสามารถที่จะสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองหรือมีเงินทุนเพียงพอที่จะสร้างอาชีพใหม่อีกครั้ง ด้วยอายุที่มากแล้วทำให้มีข้อจำกัดมากมาย

 

ซึ่งทั้งหมดมานี้ที่เกิดขึ้น และจะมีไม่ได้ ถ้าหมอณีไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณปรีดาและคุณเจี๊ยบ ตัวหมอณีซาบซึ้งดีใจที่ได้รับโอกาสนี้ และได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ หมอณีอยากเป็นตัวแทนในการกล่าวขอบพระคุณคุณปรีดาและคุณเจี๊ยบ ที่มีจิตใจแน่วแน่ มุ่งมั่น ใส่ใจ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและบุคคลไม่หวังดี ต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง จนถึงการผลักดัน สิ่งต่างๆที่ครอบครัวคนพิการ ควรได้รับและต้องได้รับ แก่คนพิการทุกคนได้รู้ ได้ทราบ และได้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ หมอณีเป็นคนหนึ่งที่รู้จักอุปนิสัยใจคอคุณปรีดาและคุณเจี๊ยบเป็นอย่างดี เพราะได้เข้าไปถึงในบ้าน ได้ไปนวดจับเส้น ได้ใกล้ชิด ได้ยินได้ฟัง ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบคุณที่ทำเพื่อทุกคนตลอดมา แม้จะเหน็ดเหนื่อยสักแค่ไหนก็ยังยืนหยัดเดินหน้าต่อสู้ให้แก่คนพิการ แก่มูลนิธิ แก่อุดมการณ์ที่แน่วแน่ ด้วยจิตใจที่ดีงามและบริสุทธิ์

 

จากใจ หมอณี ภาวิณี เพชรสุข จังหวัดนนทบุรี

29 มิถุนายน 2567